วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ต้นลีลาวดี

  

    ชื่อวิทยาศาสตร์    Plumeria alba L.
    ชื่อวงศ์    APOCYNACAE
    ชื่อสามัญ    Temple Tree, Plumeria, Pagoda Tree
    ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ    จำปาจีน, มะยอ, จำปาลาว, จำปาขาวจงป่า
    ถิ่นกำเนิด    เม็กซิโก, อเมริกากลาง, อเมริกาใต้
    การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย    เริ่มมาจากทางตะวันออกแล้วจึงกระจายไปเรื่อยๆ
    การกระจายพันธุ์ในประเทศอื่นๆ     เริ่มมาจากทางละตินอเมริกา  ก่อนจะแพร่มาทางยุโรป
    เวลาออกดอก    ออกดอกตลอดปี
    เวลาผิดผล    เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม    ฤดูฝน
    การขยายพันธุ์    การปักชำ,    การตอน    นิยมใช้กับกิ่งขนาดกลาง-ใหญ่
    การใช้ประโยชน์ทั่วไป          -น้ำยางใช้ใส่แผล  ทาแก้โรคงูสวัด  หิด
                                                  -เมล็ดเป็นยาระบาย  ขับน้ำเหลือง  แก้โรคงูสวัด  แผลจากฟิลิส
                                                  -สามารถใช้เป็นไม้ประดับ
                                                  -เปลือกราก  เป็นยารักษาโรคหนองใน  ยาถ่าย  แก้โรคไขข้ออักเสบ  ขับลม
    ประวัติพันธุ์ไม้  (การนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย)    ลีลาวดีนำมาจากทางภาคใต้ของเขมร (กัมพูชา)  ตอนแรกเรียกว่า ต้นขอม  ต้นไม้นี้นำเข้ามาในไทยเมื่อคราวไปตีนครธมได้ชัยชนะ  จึงนำเข้ามาปลูก    

   บริเวณที่พบ  ข้างตึกคุณหญิงหรั่ง กันตารัติ , ข้างศาลาปิ่นหทัย

ต้นปีป




ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Millingtonia hortensis   L.f.
ชื่อสามัญ :  Cork Tree , Indian Cork
วงศ์ :  BIGNONIACEAE
ชื่ออื่น :  กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ) เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น กว้าง 13-20 ซม. ยาว 16-26 ซม. ก้านใบยาว 3.5-6 ซม. ตัวใบประกอบด้วยแกนกกกลางยาว 13-19 ซม. มีใบย่อย 4-6 คู่ ใบย่อย 4-6 คู่ กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-5 ซม. มีรูปร่างเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ ฐานใบรูปลิ่ม ขอบหยักเป็นซี่หยาบ ปลายเรียวแหลม เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยง ดอกเป็นดอกช่อกระขุกแยกแขนง ยาว 10-25 ซม. ดอกย่อยประกอบด้วย กลีบเลี้ยง มีสีเขียว กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 0.5 ซม. เชื่อมกันเป็นรูประฆังปลายตัด กลีบดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาว 6-10 ซม. เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม เกสรเพศผู้มีจำนวน 4 อัน สองคู่ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมียมีจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงเกลีบ ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน - พฤษภาคม ผล เป็นผลแห้งแตก ลักษณะแบนยาวขอบขนาน มีเนื้อ เมล็ดมีจำนวนมา เป็นแผ่นบางมีปีก
ถิ่นกำเนิด :
การกระจายพันธุ์ :
การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : ป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพนิเวศน์ : ป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแห้งแล้งทั่วไป
เวลาออกดอก : กันยายน – พฤศจิกายน บานเวลาเย็น
เวลาออกผล :
การขยายพันธุ์ : เมล็ด ตอนกิ่งหรือนำรากมาตัดเป็นท่อนๆแล้วนำมาชำในกระบะทรายที่ผสมขี้เถ้าแกลบ
ความเกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ : คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นปีปไว้ประจำบ้านจะทำให้เก็บเงินเก็บทองได้มาก เพราะ ปีป คือ ภาชนะที่ใช้ในการบรรจุของ ดังนั้นคนไทยโบราณเรียกภาชนะใส่ของที่มีค่าว่า ปีปเงิน ปีปทอง นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่าสามารถทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะปีปมีลักษณะแข็งและโปร่ง เวลาเคาะหรือตีจะเกิดเสียงดังไปไกล
สถานที่พบในโรงเรียน : ตึก 1 ตึก 60 ปี
อ้างอิง:
http://www.nanagarden.com/ลักษณะพฤกษศาสตร์ของปีบ-10180-13.html